ข่าว

แป้งมันสำปะหลัง
สามารถทำอะไรได้บ้าง

>> เพิ่มเติม

กากมันและมันเส้น
สามารถทำอะไรได้บ้าง

>> เพิ่มเติม
 


          ด้วยประสบการณ์มากกว่า 50 ปี พร้อมด้วยมาตรฐานการผลิตที่ได้คุณภาพ GMP เป็นหลักประกันคุณภาพของเรา.

ข่าว(News)

ลักษณะประจำพันธุ์มันสำปะหลัง

ลักษณะพันธุ์/ชื่อพันธุ์ ระยอง1 ระยอง3 ระยอง5 ระยอง60 ระยอง90 เกษตรศาสตร์50 ระยอง72 ห้วยบง60
สีต้น เขียวเงิน น้ำตาลอ่อน น้ำตาลอมเขียว น้ำตาลอ่อน น้ำตาลอมส้ม เขียวเงิน เขียวเงิน เขียวเงิน
สีก้านใบ เขียวปนม่วง เขียวอ่อนปนแดง แดงเข้ม เขียวอ่อนปนแดง เขียวอ่อน
(ค่อนข้างขาว)
เขียวอมม่วง แดงเข้ม เขียวอมม่วง
สียอดอ่อน ม่วง, มีขนเล็กๆ ม่วงอ่อน เขียวอมน้ำตาล เขียวอมน้ำตาล เขียวอ่อน ม่วง
(ไม่มีขน)
ม่วง ม่วงอ่อน
(ไม่มีขน)
ความสูงต้น (ซม.) 200-300 130-180 170-220 175-250 160-200 200-300 200 180-250
ระดับ
การแตกกิ่งแรก
สูง ต่ำ สูง ค่อนข้างสูง สูง สูง ค่อนข้างสูง ค่อนข้างสูง
จำนวนแตกกิ่ง
สีเปลือกหัว
น้อย
น้ำตาลอ่อน
มาก
น้ำตาลอ่อน
น้อย
น้ำตาลอ่อน
ปานกลาง
น้ำตาลอ่อน
มาก
น้ำตาลเข้ม
น้อย
น้ำตาลอ่อน
ปานกลาง
ขาวนวล
ปานกลาง
น้ำตาลอ่อน
สีเนื้อหัว ขาว ขาว ขาว ขาวครีม ขาว ขาว ขาว ขาว
ผลผลิต (ตัน/ไร่) 3.22 2.73 4.02 3.52 3.65 3.67 5.9 5.7
เปอร์เซ็นต์แป้ง (%) 18.3(ฤดูฝน)
24(ฤดูแล้ง)
23(ฤดูฝน)
28(ฤดูแล้ง)
22.3 18.5 23.7 23.3 20.9 23.6
อายุการเก็บเกี่ยว 30 30(ลำต้น) * 30 15 30 30 30
รักษาท่อนพันธุ์ (วัน) 15(กิ่ง)

การปลูกมันสำปะหลัง

     มันสำปะหลังเป็นพืชที่ทนต่อสภาพความแห้งแล้งได้ดี ไม่ต้องเอาใจใส่ดุแลมากนัก ผลตอบแทนต่อไร่สูง และมีต้นทุน การผลิตต่ำกว่าพืชอื่นหลายๆ ชนิด โดยมีแหล่งปลูกส่วนใหญ่อยู่ในแถบทวีปอาฟริกาใต้ อเมริกาใต้ เอเชีย และอเมริกาเหนือ สำหรับประเทศไทยมีการนำมันสำปะหลังเข้ามาปลูกที่ภาคใต้เป็นครั้งแรก เพื่อใช้ทำแป้งและสาคู ต่อมาได้ขยายพื้นที่ปลูกมายังภาคตะวันออก ได้แก่ จังหวัดชลบุรี ระยองและจังหวัดใกล้เคียง เนื่องจากมีสภาพดิน ฟ้า อากาศ และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการปลูก การแปรรูปมันสำปะหลัง ดังนั้น จึงมีการขยายพื้นที่ปลูกอย่างรวดเร็วไปสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งในปัจจุบันนี้ได้กลายเป็นแหล่งปลูกที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย

ชนิดของมันสำปะหลัง

     สามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ

     1. ชนิดหวาน เป็นมันสำปะหลังที่ใช้เพื่อการบริโภค มีปริมาณ กรดไฮโดรไซยานิคต่ำ ไม่มีรสขม สามารถใช้หัวสดทำอาหารได้โดยตรง เช่น นำไปนึ่ง เชื่อม หรือ ทอด ซึ่งได้แก่ พันธุ์ห้านาที พันธุ์ระยอง2 เป็นต้น

     2. ชนิดขม เป็นมันสำปะหลังที่มีรถขม ไม่เหมาะสำหรับการบริโภคของมนุษย์หรือใช้หัวสดเลี้ยงสัตว์โดยตรง เนื่องจากมีปริมาณกรดไฮโดรไซยานิคสูง มีความเป็นพิษต่อร่างกาย ต้องนำไปแปรรูปเป็นแป้งมัน,มันอัดเม็ดหรือมันเส้นแล้วจึงนำไปเลี้ยงสัตว์ได้ ซึ่งได้แก่ พันธุ์ระยอง1,ระยอง3,ระยอง5,ระยอง60,ระยอง90,เกษตรศาสตร์50,ระยอง72และห้วยบง60

     สำหรับมันสำปะหลังที่ปลูกในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นชนิดขม เพื่อใช้ในอุตสาหกรรม โดยพันธุ์ที่ปลูกดั้งเดิมคือ พันธุ์พื้นเมืองซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นพันธุ์ที่มีการนำเข้ามาจากประเทศมาเลเซีย ต่อมากรมวิชาการเกษตร และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้มีการวิจัยปรับปรุงพันธุ์ และแนะนำให้เกษตรกรนำไปปลูกโดยพันธุ์ที่เกษตรกรนิยมปลูกกันมากได้แก่ พันธุ์เกษตรศาสตร์50,ระยอง5,ระยอง60,ระยอง90 รวมทั้งพันธุ์ใหม่ ซึ่งได้แก่ พันธุ์ระยอง72 และห้วยบง60

     รายละเอียดของพันธุ์มันสำปะหลังที่แนะนำและส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกในปัจจุบันมีพันธุ์ต่างๆดังนี้

     1.พันธุ์ระยอง1

     คัดเลือกพันธุ์ในประเทศ และแนะนำพันธุ์ปี 2518 ปัจจุบัน เกษตรกรไม่นิยมปลูก

     ลักษณะเด่น ผลผลิตสูง ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี

     ลักษณะด้อย ปริมาณเปอร์เซ็นต์แป้งต่ำ

     2.พันธุ์ระยอง3

     นำเมล็ดพันธุ์ลูกผสมจาก CIAT มาคัดเลือก และแนะนำพันธุ์ในปี 2526 ปัจจุบันเกษตรกรไม่นิยมปลูก

     ลักษณะเด่น ให้ผลผลิตและมีเปอร์เซ็นต์แป้งสูง ตอบสนองต่อปุ๋ยและความอุดมสมบูรณ์ของดินสูง

     ลักษณะด้อย ท่อนพันธุ์เสื่อมความงอกเร็ว แตกกิ่งต่ำยากแก่การกำจัดวัชพืช

     3.พันธุ์ระยอง5

     ผสมและคัดเลือกพันธุ์ในประเทศ แนะนำพันธุให้ปลูกในปี 2537

     ลักษณะเด่น ให้ผลผลิตและเปอร์เซ็นต์แป้งสูง ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี

     ลักษณะด้อย ท่อนพันธุเสื่อมความงอกเร็ว

     4.พันธุ์ระยอง60

     ผสมและคัดเลือกพันธุ์ในประเทศ แนะนำพันธุ์ให้ปลูกในปี 2530

     ลักษณะเด่น อายุการเก็บเกี่ยวสั้น ให้ผลผลิตสูง

     ลักษณะด้อย ปริมาณเปอร์เซ็นต์แป้งไม่สูงนัก และเนื้อในของหัวมีสีขาวครีม

     5.พันธุ์ระยอง90

     ผสมและคัดเลือกพันธุ์ในประเทศ แนะนำพันธุ์ให้ปลูกในปี 2534

     ลักษณะเด่น ผลผลิตและเปอร์เซ็นต์แป้งสูง ตอบสนองต่อปุ๋ยและความอุดมสมบูรณ์ของดินสูง

     ลักษณะด้อย ลำต้นโค้ง และมีการแตกกิ่งทำให้ดูแลรักษายาก ต้นพันธุ์เสื่อมคุณภาพเร็วมาก

     6.พันธุ์เกษตรศาสตร์50

     ผสมพันธุ์ระหว่างพันธุ์ระยอง1 กับพันธุ์ระยอง90 มีการแนะนำพันธุ์ในปี 2535

     ลักษณะเด่น ผลผลิตและเปอร์เซ็นแป้งสูง เปอร์เซ็นต์ความงอกและการอยู่รอดค่อนข้างสูง

     ลักษณะด้อย ในสภาพแวดล้อมที่ผิดปกติ จะมีการแตกกิ่งต่ำทำให้ไม่สะดวกในการปฎิบัติดูแลรักษา

     7.พันธุ์ระยอง72

     ผสมพันธุ์ระหว่างพันธุ์ระยอง1 กับระยอง5 มีการแนะนำพันธุในปี 2543

     ลักษณะเด่น ให้ผลผลิตสูง เจริญเติบโตเร็ว แนะนำให้ปลูกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

     ลักษณะด้อย เวลาขุดหัวหักง่าย เปอร์เซ็นต์แป้งต่ำกว่าพันธุ์ระยอง90 และระยอง5 ใช้เวลาตากนานกว่าปกติ เพื่อใช้ทำมันเส้น

     8.พันธุ์ห้วยบง60

     ผสมพันธุ์ระหว่างพันธุ์ระยอง5 กับพันธุ์เกษตรศาสตร์50 มีการแนะนำพันธุ์ในปี 2546

     ลักษณะเด่น ให้ผลผลิตและเปอร์เซ็นต์แป้งสูง ความงอกและความอยู่รอดสูง ต้านทานต่อโรคใบจุดปานกลาง

     ลักษณะด้อย มีการแตกกิ่งมาก อาจทำให้การดูแลรักษายาก

ฤดูปลูก

     มันสำปะหลังเป็นพืชที่สามารถปลูกได้ตลอดปี โดยมากกว่าร้อยละ65 ของพื้นที่ปลูกทั้งหมด เกษตรกรจะทำการปลูกในช่วงต้นฤดูฝน คือประมาณเดือนมีนาคม ถึง พฤษภาคม อีกร้อยละ20 ปลูกในช่วงฤดูแล้ง ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ถึง กุมภาพันธ์ ส่วนที่เหลือร้อยละ 15 จะปลูกในช่วงเดือนมิถุนายน ถึง ตุลาคม สำหรับการปลูกในช่วงต้นฤดูฝนนี้ ผลผลิตหัวสดที่ได้จะสูงกว่าการปลูกในช่วงอื่นๆ แต่ในดินที่มีลักษณะเนื้อดินค่อนข้างหยาบ การปลูกในช่วงฤดูแล้งจะให้ผลผลิตสูงที่สุด ดังนั้น ในการตัดสินใจเลือกช่วงการปลูกมันสำปะหลังที่เหมาะสม จึงต้องพิจารณาน้ำฝนและลักษณะของดิน

การเตรียมดิน

     มันสำปะหลังสามารถปลูกได้ในดินทั่วไปตั้งแต่ดินเหนียวถึงดินทรายแต่จะให้ผลผลิตสูงในดินเนื้อหยาบและดินร่วนซุยที่มีการระบายน้ำได้ดี ควรหลีกเลี่ยงการปลูกในดินที่ชื้นแฉะเพราะหัวมันสำปะหลัง จะเน่าเสียได้ง่ายและมีปริมาณกรดไฮโดรไซยานิคสูง การเตรียมดินควรไถ2ครั้ง ด้วยผาน3 และผาน7 ไถลึกประมาณ8-12นิ้ว โดยไถกลบเศษซาก ต้น ใบมันสำปะหลังทีเหลือจากการเก็บเกี่ยวในฤดูเพาะปลูกที่ผ่านมา สำหรับพื้นที่ปลูกที่ลาดเอียงการไถควรขวางทิศทางของความลาดเอียง เพื่อลดการสูญเสียหน้าดินและพื้นที่ปลูกที่มีน้ำท่วมขังก็ควรทำร่องระบายน้ำและยกร่องปลูก

การเตรียมท่อนพันธุ์

     มันสำปะหลังเป็นพืชที่ขยายพันธุ์ด้วยลำต้น โดยอายุของท่อนพันธุ์ที่เหมาะสมจะอยู่ในช่วง 8-12 เดือน ซึ่งเมื่อนำไปปลูกจะมีเปอร์เซ็นต์อยู่รอดถึง 90-94 เปอร์เซ็นต์ ขนาดความยาวของท่อนพันธุ์ประมาณ 20-25 เซนติเมตร มีจำนวนตาประมาณ 10 ตาขึ้นไปต่อ 1 ท่อนพันธุ์และต้นพันธุ์ที่ตัดมานั้นหากยังไม่ได้นำไปปลูกเลยก็ควรตั้งกองไว้ ในที่ร่มมีแดดผ่านได้เล็กน้อย และไม่ควรเก็บไว้นานเกิน 7-15 วัน เพราะคุณภาพของท่อนพันธุ์จะเสื่อมและอัตราการงอกจะลดลงได้

ระยะปลูก

     ระยะปลูกมันสำปะหลังสามารถปลูกได้ตั้งแต่ระยะ 60x60 เซนติเมตร จนถึง 120x120 เซนติเมตร โดยระยะ 100x100 เซนติเมตร จะมีแนวโน้มให้ผลผลิตสูงกว่าระยะอื่นๆ แต่ถ้าหากเกษตรกรมีการใช้เครื่องทุ่นแรงระยะปลูกระหว่างแถวxต้น อาจใช้ 120x180 เซนติเมตร เพื่อความสะดวกในการใช้เครื่องทุ่นแรง

วิธีการปลูก

     วิธีปลูกมันสำปะหลังของเกษตรกรมี 2 วิธี คือ

     1. การปลูกแบบนอน

     2. การปลูกแบบปัก

     โดยการปลูกแบบปักจะให้ผลดีกว่าการปลูกแบบนอน เนื่องจากมันสำปะหลังจะงอกได้เร็วกว่าสม่ำเสมอกว่า สะดวกต่อการปลูกซ่อม และกำจัดวัชพืชการปลูกแบบปักสามารถปลูกได้ทั้งปักตรงและปักเอียง โดยปักลึกลงไปในดินประมาณ 10-15 เซนติเมตร

การดูแลรักษา

     การใส่ปุ๋ย มันสำปะหลังเป็นพืชที่ใช้ผลผลิตต่อไร่สูง เมื่อเทียบกับพืชไร่อื่นๆ ดังนั้นจึงต้องการธาตุอาหารจากดินเป็นจำนวนมาก เมื่อมีการปลูกมันสำปะหลังติดต่อกันหลายปี ธาตุอาหารในดินย่อมลดลงตามลำดับ ส่งผลให้ผลผลิตของมันสำปะหลังลดลงตามไปด้วย ดังนั้นการปลูกมันสำปะหลังจึงจำเป็นต้องใส่ปุ๋ย เพื่อเพิ่มผลผลิตและรักษาระดับความสมบูรณ์ของดิน โดยใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือสูตร 15-7-18 ในอัตรา 50-100 กิโลกรับต่อไร่ แบ่งใส่ 2 ครั้งๆ ละเท่าๆ กัน ในครั้งแรกให้ใส่หลังจากปลูกมันสำปะหลังแล้ว 1 เดือน ครั้งที่ 2 ใส่เมื่อ มันสำปะหลังมีอายุได้ 3 เดือน

     การใช้ปุ๋ยพืชสด พื้นที่ปลูกมันสำปะหลังมักเป็นบริเวณที่มีดินเป็นดินร่วนทรายถึงดินทราย มักพบว่ามีปริมาณอินทรีย์วัตถุในดินมีน้อย คุณสมบัติทางกายภาพของดินลดลง ดินไม่ร่วนซุย การดูดซับธาตุอาหารในดินน้อยลง ส่งผลให้ผลผลิตมันสำปะหลังลดลง ดังนั้น จึงควรเพิ่ม อินทรียวัตถุให้แก่ดิน เพื่อเป็นการรักษาศักยภาพการผลิตมันสำปะหลังให้ดีตลอดไป ปุ๋ยพืชสดเป็นปุ๋ยอินทรีย์ชนิดหนึ่งที่ได้จากการกลบต้น ใบ และส่วนต่างๆ ของพืช ในบริเวณที่ปลูกมันสำปะหลัง เราสามารถปลูกพืชปุ๋ยสดได้หลายวิธี เช่น การปลูกเป็นพืชแซมระหว่างแถวมันสำปะหลัง โดยปลูกมันสำปะหลังประมาณ 1-1.5 เดือน เพื่อให้ต้นมันสำปะหลังตั้งตัวเสียก่อน แล้วจึงปลูกพืชแซม จากนั้นประมาณ 1-2 เดือน หรือโตจนเห็นว่าจะกระทบถึงการเจริญเติบโตของมันสำปะหลัง ให้ตัดพืชปุ๋ยสดกลบเป็นปุ๋ยต่อไป พืชที่นิยมใช้ เช่น ถั่วพร้า ถั่วพุ่ม และถั่วเขียว สำหรับอีกวิธีหนึ่งที่สามารถทำได้จะเป็นการปลูกพืชปุ๋ยสดหลังจากการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง หรือก่อนปลูกมันสำปะหลัง โดยการหว่านเมล็ดพืชปุ๋ยสดลงไปในแปลงปลูกมันสำปะหลัง รอจนกระทั่งพืชปุ๋ยสดออกดอกแล้วจึงไถกลบ

     การปลูกแฝกในไร่มันสำปะหลัง ในบริเวณพื้นที่ที่มีความลาดเอียง การปลูกแฝกขวางแนวลาดชันในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง จะช่วยลดการชะล้างพังทลายของดินเนื่องจากมันสำปะหลังเจริญเติบโตช้าในช่วง 1-3 เดือนแรก เมื่อฝนตกทำให้เกิดการชะล้างพังทลายของดินสูง การปลูกแฝกจะปลูกขวางทางน้ำไหลจะช่วยลดการสูญเสียหน้าดิน เมื่อแฝกมีอายุ 2-3 ปี ก็จะสามารถดักตะกอนดิน ทำให้ช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุในดินให้สูงขึ้น การปลูกหญ้าแฝกในไร่มันสำปะหลัง จะใช้ระยะปลูกระหว่างหลุม 10 เซนติเมตร หลุมละ 1 ต้น จำนวนแถบของหญ้าแฝกขึ้นอยู่กับความลาดเอียงของพื้นที่

     การกำจัดวัชพืช เป็นสิ่งที่จำเป็นมากเนื่องจากการปล่อยให้วัชพืชขึ้นแข่งขันกับมันสำปะหลังโดยไม่กำจัดเลย จะทำให้ผลผลิตลดลง ถึง 25-50 เปอร์เซ็นต์ การกำจัดวัชพืชควรทำอย่างน้อย 2 ครั้ง คือ เมื่อมันสำปะหลังมีอายุได้ 30 และ 60 วัน ตามลำดับ และควรมีการกำจัดเพิ่มเติม ถ้าหากยังพบว่ามีวัชพืชขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น ซึ่งอาจใช้สารเคมีควบคุม โดยระบบการจัดการวัชพืชในแปลงปลูกมันสำปะหลัง มี 4 ระบบ คือ

     ระบบที่ 1 วิธีเขตกรรมตามด้วยการฉีดพ่นสารกำจัดวัชพืชประเภทฆ่าวัชพืช คือ ทำการไถพรวนโดยใช้รถเล็กเดินตามหรือแรงงานสัตว์เข้าไปกำจัดวัชพืชที่ขึ้นมาแล้ว หลังจากนั้นรอจนวัชพืชขึ้นมาใหม่อีกรุ่นหนึ่งจึงฉีดพ่นด้วยสารกำจัดวัชพืชประเภททำลายโดยวิธีสัมผัส ทั้งนี้ต้องมีครอบกันละอองและมันสำปะหลังควรสูงประมาณ 70-80 เซนติเมตร ระบบนี้เหมาะสำหรับการปลูกเมื่อมีฝนน้อย ช่วงเดือนตุลาคม-มีนาคม

     ระบบที่2 วิธีแขตกรรมตามด้วยการฉีดพ่นสารกำจัดวัชพืชประเภทคุมผสมกับประเภทฆ่าวัชพืช ระบบที่ 2 นี้ เหมือนกับระบบที่ 1 ในขั้นตอนไถพรวน 1-2 ครั้ง แล้วฉีดพ่นสารกำจัดวัชพืชชนิดเดียวประเภทคุมวัชพืชหรือใช้ 2 ชนิดผสมกัน คือ ประเภทคุมและประเภทฆ่าวัชพืช โดยมีครอบกันละออง และมันสำปะหลังควรสูงเกิน 70 เซนติเมตร ระบบที่2นี้จะเหมาะสำหรับการฉีดพ่นสารกำจัดวัชพืชในช่วงที่มีฝนตกชุก

     ระบบที่3 วิธีฉีดพ่นสารกำจัดวัชพืชประเภทคุมวัชพืชตามด้วยวิธีเขตกรรม เป็นระบบที่เหมาะสมสำหรับช่วงการปลูกมันสำปะหลังที่มีฝนตก โดยฉีดพ่นสารกำจัดวัชพืชทันทีหลังปลูกมันสำปะหลัง จากนั้นเมื่อวัชพืชขึ้นมาแล้ว ให้ใช้วิธีกำจัดวัชพืชด้วยจอบเฉพาะจุด โดยระบบนี้ควรปลูกด้วยระยะต้นห่างกัน 0.5-0.8 เมตร

     ระบบที่4 วิธีฉีดพ่นสารกำจัดวัชพืชประเภทคุมหรือสารกำจัดวัชพืชประเภทฆ่า เมื่อปลูกด้วยท่อนพันธุ์ยาวและใช้ระยะปลูกถี่ โดยใช้ท่อนพันธุ์มันสำปะหลังยาว 50 เซนติเมตร หลังจากที่มันสำปะหลังงอกคุมหรือฆ่าวัชพืชอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยมีครอบกันละอองเพื่อป้องกันอันตรายต่อต้นมันสำปะหลัง

โรคและแมลงศัตรูที่สำคัญ

     โรคใบไหม้

     ลักษณะอาการ ใบเริ่มเป็นจุดเหลี่ยมฉ่ำน้ำจนถึงอาการไหม้บางส่วนหรืออาจไหม้ทั้งกิ่ง ถ้ารุนแรงจะมียางไหล ลำต้นแห้งตาย บางทีจะเห็นยอดมีใบแตกเป็นฝุ่นฝอย มักพบการระบาดมากในช่วงฤดูฝน

     การป้องกันกำจัด 1.ใช้พันธุ์ระยอง 60 หรือระยอง 90 ซึ่งต้านทานโรคดีกว่าพันธุ์ระ